การตัดสินใจ

for-inspiration

จากประเด็นที่เป็นที่พูดถึงกันพอสมควรในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆในตอนนี้เกี่ยวกับการแอดมิชชั่น

หากคุณได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับเรื่องการแอดมิชชั่นในช่วงนี้แล้วคุณคงจะต้องเจอกับข่าวเกี่ยวกับน้องปราง ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนาผู้ได้คะแนนแอดมิชชั่นมาเป็นอันดับที่ 1 ในปีนี้อย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องเลกเชอร์โน๊ตที่เป็นที่กล่าวขานกันว่าเป็นระเบียบ อ่านง่าย เก็บตกประเด็นได้อย่างครบถ้วนแล้วนั้น อีกเรื่องที่คนพูดถึงกันก็คือการที่อันดับหนึ่งอย่างน้องปราง เลือกสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์พอสมควรเลยว่าเด็กเก่งขนาดนี้ทำไม่เรียนต่อคณะแพทย์ศาสตร์ อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ของน้องปรางซึ่งเป็นเป็นแพทย์ทั้งคู่ยังสนับสนุนให้ลูกได้เลือกทางของตนเอง ไม่ได้ทัดทานการตัดสินของลูกสาวแต่อย่างใด

ซึ่งเรื่องนี้ก็สะท้อนอะไรหลายๆออกมาทั้งจากครอบครัวไตรตรึงษ์ทัศนาและผู้คนบนสื่อสังคม

ก่อนอื่นผมขอพูดถึงผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ก่อนนะครับ

บนสื่อสังคมออนไลน์มีทั้งคนชื่นชมในความสามารถและสนับสนุนในการตัดสินใจของน้องปราง รวมทั้งคนที่คิดต่างและเสียดายความสามารถของน้องซึ่งมีศักยภาพในการเรียนคณะแพทย์ศาสตร์เพื่อไปเป็นกำลังเพิ่มเติมในวงการแพทย์ที่เรียกได้ว่าขาดแคลนในปัจจุบันก็ไม่ผิดนัก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเคยมีค่านิยมที่คนเก่งต้องเรียนแพทย์หรือวิศวะซึ่งยังคงฝังรากอยู่ในคนบางส่วนในปัจจุบัน และยังสะท้อนด้วยว่าในสังคมไทยยังมีคนที่ไม่เคารพการตัดสินของผู้อื่นแม้กระทั่งในเรื่องที่ตนเองแทบจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจนกับการแอดมิชชั่นของน้องปรางนี้

ในส่วนของครอบครัวไตรตรึงษ์ทัศนา ต้องยอมรับว่าพ่อแม่ของน้องปรางมีแนวคิดที่ตามทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีค่านิยมว่าลูกเรียนเก่งแล้วจะต้องเรียนแพทย์เสมอไป ให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของลูกสาวที่ต้องการเรียนต่อคณะนิเทศศาสตร์ เป็นตัวอย่างพ่อแม่ที่บรรดาลูกๆหลายคนของครอบครัวอื่นต้องการไม่มากก็น้อย เพราะในสังคมปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่าพ่อแม่หลายๆครอบครัวก็คาดหวังให้ลูกนั้นเรียนจบออกมาเป็นแพทย์หรือวิศวกรตามค่านิยมในสมัยของตนหรือตามที่ได้รับการปลูกฝังมา ในส่วนของน้องปราง สิ่งที่สามารถดูเป็นแบบอย่างได้คือการรู้จักตนเอง รู้ว่าตนเองอยากเรียนอะไรและมุ่งมั่นที่จะไปในเส้นทางที่ตนเลือกเอง

น้องๆนักเรียนในปัจจุบันควรใช้เวลาวัยเด็กและวัยรุ่นช่วงมัธยมในการค้นหาตัวตนของตนเองให้ชัดเจนเพื่อค้นหาและเลือกเส้นทางเดินในชีวิตที่ต้องการ ทำให้เริ่มต้นมุ่งมั่นพัฒนาศักษภาพของตนเองได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงมีต้นทุนในชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นๆในวัยเดียวกัน สำหรับน้องๆที่ครอบครัวไม่สนับสนุนเส้นทางที่น้องเลือก หากน้องแน่วแน่แล้ว น้องอาจจะต้องใช้ความอดทนใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าน้องประสบความสำเร็จได้ในเส้นทางนี้ หากน้องท้อใจน้องอาจจะหาที่พึ่งเป็นคนอื่นๆเช่นเพื่อนหรือครู อาจารย์หรือแม้แต่ยึดถือใครซักคนเป็นไอดอลให้เขาช่วยเป็นแรงผลักดันตัวเราให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆไปให้ได้ ในท้ายที่สุดหากเราประสบความสำเร็จพ่อแม่เราย่อมภาคภูมิใจในตัวลูกอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือน้องต้องมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในทางที่เลือกเดิน อย่าลืมครับว่าคนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนแต่ใช้เวลานานค่อยสั่งสมประสบการณ์และความรู้ก่อนเสมอ